น้ำยาแอร์ R22 กับน้ำยา R410 ข้อแตกต่าง

แอร์บ้านที่ใช้น้ำยา R22 คือ

เครื่องปรับอากาศ เราได้ใช้ R22 หรือที่พวกเราเรียกกันติดปากว่าฟรีออน (Freon) เป็นน้ำยาในระบบทำความเย็นมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2483 และใช้น้ำยาตัวนี้มาเรื่อย ๆ จนมาถึงกระทั่งวันหนึ่งในปี พ.ศ. 2523 นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการต่าง ๆ ได้ทำการวิจัยและค้นพบว่า R22 เป็นสารประเภทหนึ่งที่มีส่วนในการทำงานชั้นบรรยากาศของโลก เนื่องด้วยในน้ำยามีสารในกลุ่มของคลอรีน (Chlorine) อยู่ด้วย เมื่อมีการปล่อยน้ำยาตัวนี้ออกจากระบบ เช่นตอนย้ายเครื่องหรือเมื่อซ่อมเครื่อง ฯลฯ น้ำยาตัวนี้ก็จะลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ และเจ้าสารในกลุ่มของคลอรีน (Chlorine) นี้ก็จะเริ่มปฏิบัติการทำลายชั้นบรรยากาศโลกทันที เมื่อชั้นบรรยากาศถูกทำลายลง แสงอาทิตย์ก็มาผิวโลกได้โดยตรงและเร็วขึ้น ทำให้เกิดอันตรายต่อโลกได้เช่นการที่แสงอาทิตย์เข้ามาโดยตรง อาจจะทำให้เกิดมะเร็วผิวหนังได้ ขอบคุณที่มา ซึ่งปัจจุบัน ได้เริ่มมาเปลี่ยนเป็น น้ำยา R410 แทน

แอร์บ้านที่ใช้น้ำยา R410 คือ

นักค้นคว้านักวิจัยจึงได้จัดทำการค้นคว้าและวิจัยทำการผสมน้ำยาขึ้นมาตัวหนึ่ง เป็นสารประกอบของน้ำยา 2 ชนิดคือ HFC32 และ HFC125 (R32 และ R125) อย่างละเท่า ๆ กันในเชิงปริมาตร ตั้งชื่อเรียกน้ำยาตัวใหม่ที่ผสมกันนี้ว่า R410A ซึ่งน้ำยาตัวนี้กลายเป็นพระเอกในปัจจุบันนี้ (ขอย้ำว่าในปัจจุบันนี้เท่านั้น อนาคตอาจจะมีตัวอื่นขึ้นมาแทนที่ก็ได้) เนื่องจากน้ำยาตัวนี้ไม่มีสารกลุ่มคอลไรน์ (Chlorine) แต่เป็นสารในกลุ่มฟลูออไรน์ (Fluorine) ซึ่งไม่ทำงายชั้นบรรยากาศ จึงสามารถนำมาใช้ในระบบปรับอากาศของเราได้อย่างสบายใจ ขอบคุณที่มา : น้ำยาแอร์ R410A คืออะไร มีใช้ในวงการเครื่องปรับอากาศได้อย่างไร เริ่มเลิกใช้น้ำยา R22 หันมาใช้น้ำยา R410 แทน

คุณสมบัติ น้ำยา R22 กับ R410

1. ความดัน ของน้ำยาในระบบของ R410A จะมากกว่า R22 ประมาณ 1.6 เท่า ดังนี้
2. ท่อทองแดง จากความดันที่แตกต่างดังกล่าว ทำให้ต้อง ใช้ท่อทองแดงที่หนาขึ้น เพื่อรองรับความดันที่สูงขึ้นนี้ได้ ดังนั้นท่อทองแดงที่ใช้ในการติดตั้งต้อง
มีความสามารถที่จะทนต่อแรงดันที่สูงขึ้นได้ตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตได้กำหนดไว้
3. น้ำมันหล่อลื่น ที่ใช้ในระบบน้ำยา R22 จะแตกต่างกันกับน้ำมันหล่อลื่นระบบน้ำยา R410A ทั้งสองชนิดใช้ทดแทนกันไม่ได้
4. เครื่องมือวัด เช่น เกจ์วัดน้ำยา และสายชาร์จของระบบน้ำยา R410A ไม่สามารถใช้ร่วมกับระบบน้ำยา R22 เพราะหากใช้ผสมกัน น้ำมันที่ตกค้างในสายหรือในเกจ์จะสร้างปัญหาได้
5. การเติมน้ำยา เป็นการชั่งน้ำหนักเดิมเข้าไปในระบบและเติมน้ำยาในสถานะของเหลว แตกต่างกันกับ R22 ซึ่งวัดความดันเป็นสำคัญ และสามารถเติมในสภาพเป็นไอได้ โดยเวลาเติม ให้คว่ำถัง
6.ซ่อมรั่ว ในเครื่องปรับอากาศที่ใช้ระบบน้ำยา R410A หากน้ำยารั่วออกจากระบบเป็นจำนวนมาก จำเป็นจะต้องปล่อยน้ำยาที่เหลือออกและเติมน้ำยา (ในสภาพของเหลว) เข้าไปอีกครั้งหนึ่ง ไม่สามารถเติมน้ำยาเพิ่มเหมือนเครื่องปรับอากาศระบบน้ำยา R22 ได้ เนื่องจากน้ำยา R410A เป็นน้ำยาที่เกิดจากน้ำยาสองชนิดมาผสมกัน การเติมน้ำยาในสภาพของไอจะทำให้ส่วนผสมแปรเปลี่ยนไป และไม่สามารถทำความเย็นได้อย่างมีประสิทธิภาพได้
7. การเชื่อมท่อทองแดง ควรจะใช้ก๊าซไนโตรเจนเลี้ยงในท่อขณะทำการเชื่อมท่อเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเขม่าภายในท่อ เนื่องจากระบบที่ใช้น้ำยา R410A ระบบท่อต้องการความสะอาดเพื่อป้องกันการอุดตันและการทำความเสียหายแก่คอมเพรสเซอร์ได้ ขอบคุณที่มา
8.ประสิทธิภาพ ดีกว่า น้ำยาแอร์แบบ R-22 ถึง 10% ในอากาศร้อนๆ เพราะฉะนั้นในประเทศไทยที่อุณหภูมิเฉลี่ย 25-35 องศาเซลเซียสนั้น การใช้เครื่องปรับอากาศ ที่ใช้น้ำยาแอร์แบบ R410a นั้นจะช่วยประหยัดพลังงาน และค่าไฟต่อปีได้ดีทีเดียว แถมยังใช้แอร์ได้ทนกว่าน้ำยาแอร์แบบ R-22 ของเดิมอีกด้วยนะ ขอบคุณที่มา : กำหนดการเลิกใช้ น้ำยาแอร์ R-22 ในประเทศไทยโดยมี R410a มาทดแทน
9.ใช้ทดแทนกัไม่ได้ เครื่องปรับอากาศเก่าที่ใช้น้ำยา R22 จะใช้น้ำยา R410 ทดแทนไม่ได้
10.ราคา ปัจจุบัน น้ำยา R410 สูงกว่าน้ำยา R22 ประมาณ 3 เท่า ซึ่งอนาคต ราคาจะลดลงตาม ความต้องการและปริมาณการผลิด

เหตุผลสั้น ๆ เข้าใจง่าย ๆ และถามว่าประเทศไทยเลิกใช้ น้ำยา R22 เมื่อไหร่ ลองมาดูต่อนะครับ

สนธิสัญาต่างๆ มีข้อตกลงดังนี้

สนธิสัญญาเกียวโต (Kyoto Protocol) ประชุมภายใต้กรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติ กำหนดให้กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ซึ่งสารทำความเย็นบางชนิด เช่น R11, R12, R22, 134A เป็นสารที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ) ปัจจุบันหลายประเทศในโลก ไม่อนุญาตให้ใช้ R11, R12, R22, 134A ขอบคุณที่มา : กำหนดการเลิกใช้ น้ำยาแอร์ R-22 ในประเทศไทยโดยมี R410a มาทดแทน

สนธิสัญญามอนทรีออล (Montreal Protocol) มีข้อตกลงให้เลิกใช้สาร CFC (R11, R12) และลด-เลิก ใช้สาร HCFC (R-22) ในยุโรป ตั้งแต่ปี ค.ศ.2009 ห้ามนำเข้าเครื่องทำความเย็นที่ใช้สาร HCFC (R-22) ทางด้านรัฐบาลไทยให้ยกเลิกใช้สารทำลายบรรยากาศโอโซน คือสาร CFC (R11, R12) และเริ่มแผนลด-เลิก ใช้สาร HCFC (R-22) ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2553 โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ขอบคุณที่มา : กำหนดการเลิกใช้ น้ำยาแอร์ R-22 ในประเทศไทยโดยมี R410a มาทดแทน

องค์การสืบสวนสภาพแวดล้อม (EIA : Environmental Investigation Agency) พบว่าสาร HFC (R134A) ถึงแม้ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศ (ชั้นโอโซน) แต่ยังเป็นตัวการในการเพิ่มปริมาณของก๊าซเรือนกระจกที่สูงมาก ซึ่งทาง EIA ได้แจ้งว่าสารทำความเย็นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน คือ Ammonia, Hydrocarbon และ CO2 ปัจจุบัน ประเทศเยอรมันและออสเตรเลีย เลิกใช้สาร HFC (R134A) แล้ว และในยุโรปจะให้เลิกใช้สาร HFC (R134A) ตั้งแต่ปี ค.ศ.2017 ขอบคุณที่มา : กำหนดการเลิกใช้ น้ำยาแอร์ R-22 ในประเทศไทยโดยมี R410a มาทดแทน

ประเทศไทยเลิกใช้น้ำน้ำยา R410 เมื่อไหร่

ประเทศที่พัฒนาแล้ว ตั้งเป้าหมาย
ปี 2004 ลดการใช้น้ำยาแอร์ R-22 ได้ 35%
ปี 2010 ลดการใช้น้ำยาแอร์ R-22 ได้ 65%
ปี 2015 ลดการใช้น้ำยาแอร์ R-22 ได้ 95%
ประเทศที่กำลังพัฒนา ตั้งเป้าหมาย
ในปี 2016 จะลดได้ 35% ตามลำดับ ซึ่งจะต้องหมดสิ้นในปี 2040
กำหนดการเลิกใช้ น้ำยาแอร์ R-22 ในประเทศไทยโดยมี R410a มาทดแทน

ประเทศไทยเลิกผลิตเครื่องปรับอากาศ เมื่อ

เครื่องปรับอากาศขนาดเล็กก่อน ที่ต่ำกว่า 24,000 บีทียู และห้ามผลิตเครื่องปรับอากาศที่ใช้น้ำยา R22 สำหรับโรงงานทั้ง 13 โรงที่เข้าร่วมแต่ยังสามารถขายได้จนถึงเดือนธันวาคม และในวันที่ 1 มกราคม 2561 ประมาณ 4 ปี ห้ามขายเครื่องปรับอากาศที่ใช้น้ำยา R22 ทั่วประเทศแต่สำหรับผู้ที่ยังต้องใช้เครื่องปรับอากาศที่ต้องใช้น้ำยา R22 อยู่ยังสามารถใช้ได้ เพราะก็ยังมีการนำเข้าน้ำยาตัวนี้บางส่วน อย่างไรก็ตาม น้ำยาเครื่องปรับอากาศ R32 มีข้อเสีย คือติดไฟเล็กน้อย ต่างจากน้ำยาตัวเดิมและตัวอื่น ๆ ที่ไม่ติดไฟ แต่หากใช้น้ำยาปริมาณน้อยก็จะติดไฟน้อยเบื้องต้นจึงใช้น้ำยาดังกล่าวในเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กก่อน ที่ต่ำกว่า 24,000 บีทียู